Connect with us

สาระน่ารู้

อร่อยกรอบนุ่ม หวานมัน “ขนมเบื้องฝอยทอง” เมนูขนมไทยโบราณ ทำกินเองง่าย ๆ

ขนมเบื้องเป็นขนมไทยที่มีมาตั้งแต่โบราณ เชื่อกันว่ามีมาแต่สมัยสุโขทัย จากหลักฐานภาพเขียนในวัดแห่งหนึ่งในเมืองสุโขทัย และสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงสมัยอยุธยา ซึ่งพบปรากฏชื่อในวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน และเป็นขนมที่ใช้ในพระราชพิธี 12 เดือน ทั้งมีหลักฐานกล่าวถึงในคำให้การขุนหลวงหาวัด ว่า “บ้านหม้อปั้นหม้อข้าวหม้อแกงใหญ่เล็ก แลกระทะเตาขนมครกขนมเบื้อง”

ขนมเบื้องมีลักษณะเป็นแผ่นแป้งกลม ส่วนผสมหลัก คือ แป้งข้าวเจ้า ไข่แดง น้ำปูนใส และน้ำตาลปี๊บ มีไส้รสต่างๆ ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ทำเป็นหน้าฝอยทองโรยบนครีมขาว ขณะที่ขนมเบื้องแบบไทยดั้งเดิม มีส่วนผสมหลักๆ คือ แป้งข้าวเจ้ากับกะทิ ปรุงรสด้วยเกลือเท่านั้น ซึ่งไม่มีใครทำแล้ว

ส่วนที่ว่ากันว่าเป็นแบบชาววัง โดยทั่วไปมี 2 หน้า คือ หน้ากุ้ง และหน้าหวาน สำหรับหน้าหวาน ปัจจุบันจะเห็นมีขายเยอะทั่วไป และ นิยมทำ หน้าฝอยทองกับครีม

วันนี้จะชวนเพื่อน ๆ เข้าครัวมาทำ “ขนมเบื้องฝอยทอง” เมนูขนมไทยโบราณ ที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก หลายคนคิดว่าทำยาก วันนี้เราจะมาทำกินเองง่าย ๆ ได้ที่บ้านเพียง 3 ขั้นตอนเท่านั้น

วัตถุดิบ

-แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย

-แป้งถั่วเขียว ½ ถ้วย

-แป้งสาลีอเนกประสงค์ ¼ ถ้วย

-ไข่แดง (ไข่เป็ด) 3 ฟอง

-น้ำตาลปี๊ป ½ ถ้วย

-น้ำปูนใส 2 ถ้วย เกลือ ½ ช้อนชา

-ไข่ขาว (ไข่เป็ด)

-น้ำตาลทราย 1 ถ้วย

-ครีมออฟททาร์ทาร์ 1 ช้อนชา

-ฝอยทอง ตามชอบ

วิธีทำ

1 : ผสมแป้ง ตีไข่แดง (ไข่เป็ด) กับน้ำตาลปี๊บเข้าด้วยกัน จนน้ำตาลปี๊บละลาย
ร่อนแป้งข้าวเจ้า แป้งถั่วเขียว แป้งสาลีอเนกประสงค์ และเกลือ ลงไป ตีให้พอเข้ากัน

ใส่น้ำปูนใสลงไป และตีให้พอเข้ากัน จากนั้นพักแป้งไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 30 นาที

2 : ทำครีม นำไข่ขาวใส่ชามผสม ใส่ครีมออฟทาร์ทาร์ลงไป และตีพอให้ขึ้นฟอง
ค่อยใส่น้ำตาลทรายลงไป และตีด้วยความเร็วสูง จนตั้งยอดแข็ง

3 : ทอดแป้ง + ประกอบร่าง นำกระทะขึ้นตั้งไฟปานกลาง และรอจนร้อน
ใส่แป้งลงไปประมาณ ½ ช้อนโต๊ะ และรอจนแป้งแห้ง

ใส่ครีมลงไปประมาณ ½ ช้อนโต๊ะ ตามด้วยฝอยทอง
ใช้ไม้พายแซะ และพับครึ่ง จัดใส่จานพร้อมเสิร์ฟ

น่ากินมาก ๆ เลย “ขนมเบื้องฝอยทอง” เมนูขนมไทยโบราณ ที่ทำไม่ยากอย่างที่คิด เพียง 3 ขั้นตอนเท่านั้นก็สามารถทำกินเองได้ที่บ้าน แถมจัดหนักจัดเต็มด้วยฝอยทอง แบบหากินที่ไหนไม่ได้

เรียบเรียงโดย admingreeklikeme.news

 

More in สาระน่ารู้